ทริป ทัวร์ ไทย dot com ทริป ทัวร์ ไทย dot com
 
ทริป ทัวร์ ไทยHome
ทริป ทัวร์ ไทยแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
ทริป ทัวร์ ไทยท่องเที่ยว 76 จังหวัด
ทริป ทัวร์ ไทยเทศกาลประจำเดือน
ทริป ทัวร์ ไทยท่องเที่ยวตามฤดุ
  ทริป ทัวร์ ไทยหน้าร้อน
  ทริป ทัวร์ ไทยหน้าฝน
  ทริป ทัวร์ ไทยหน้าหนาว
ทริป ทัวร์ ไทยกิจกรรมท่องเที่ยว
ทริป ทัวร์ ไทยโรงแรม ที่พัก
ทริป ทัวร์ ไทยร้านอาหารแนะนำ
ทริป ทัวร์ ไทยบริษัททัวร์
ทริป ทัวร์ ไทยเบอร์โทรศัพท์
ทริป ทัวร์ ไทยรถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ
ทริป ทัวร์ ไทยเพิ่มข้อมูล | แนะนำเรา
 
ทาสีบ้าน
" P A I N T  'n  B U I L D "

ทาสีบ้าน

ทาสีห้องคอนโด

ทาสีบ้าน

ทาสีห้องคอนโด

ทาสีบ้าน

ทาสีห้องคอนโด

painting service in bangkok

ต้องการ ทาสีบ้าน   ทาสีห้องคอนโด   ทาสีบ้าน
  ทาสีบ้าน  ทาสีห้องคอนโด 
painting service in bangkok โทรเลย!! .   โทร. 02-300-4791
  click  " P A I N T  'n  B U I L D "

หางาน อมตะนคร หางาน อมตะซิตี้ หางานนิคม หางานนิคมอมตะ
ทาสีบ้าน
MRThaiPaint.com

สี toa  สีราคาถูก  สีทีโอเอ  ร้านขายสี  ขายสี  ร้านสี   สี toa  สีราคาถูก  สีทีโอเอ  ร้านขายสี  ขายสี  ร้านสี  
click เลย !!
:. advertisement  
PaintandBuild.com : ทาสีบ้าน   ทาสีห้องคอนโด   ทาสีบ้าน   ทาสีห้องคอนโด  painting service in bangkok  
AmataJOBS.com : หางาน อมตะนคร  หางานนิคม  หางาน อมตะซิตี้  หางานนิคมอมตะ  หางาน อมตะนคร  หางานนิคม  หางาน อมตะซิตี้  หางานนิคมอมตะ 
SiamPainter.com : รับเหมาทาสี  ทาสีตึก   ทาสีหอพัก   ทาสีอาคารสูง   ทาสีโรงแรม  ทาสีโรยตัว   ช่างทาสี  ช่างสี  
MRThaipaint.com : สี toa สีราคาถูก สีทีโอเอ ร้านขายสี ขายสี ร้านสี  สีทาบ้าน 
สนใจโฆษณา โทร. 02-300-4791
:: จังหวัดกรุงเทพมหานคร ::

กิจกรรมท่องเที่ยว


เกาะรัตนโกสินทร์
กรุงเทพมหานครได้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของไทยในปี พ.ศ. 2325 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระราชดำริว่า บริเวณที่ตั้งของกรุงธนบุรีทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา แม้มีลักษณะเป็นดอนแต่ก็เป็นท้องคุ้ง น้ำเซาะตลิ่งพังอยู่เสมอไม่คงทนถาวร ในขณะที่ทางฝั่งกรุงเทพฯ มีชัยภูมิดีกว่า คือ มีลักษณะเป็นแหลม มีพื้นที่เพิ่มอยู่เสมอ มีลำน้ำเป็นขอบเขตกว่าครึ่ง หากมีข้าศึกมาประชิดพระนครก็สามารถป้องกันได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้จึงมีพระราชดำริให้สร้าง เมืองหลวงขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อันถือเป็นการเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นที่มาของเกาะรัตน โกสินทร์ในเวลาต่อมา

ขอบเขตของเกาะรัตนโกสินทร์
ขอบเขตของเกาะรัตนโกสินทร์ถูกกำหนดโดยแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลเข้ามาเป็นกำแพงกั้นพระนครอยู่ด้านหนึ่ง และคลอง อีก 3 สายที่รายล้อม แบ่งพระนครออกเป็นชั้น ๆ 3 ชั้น โดยคลองชั้นในสุดที่ขีดคั่นส่วนที่เป็นเพชรแท้เอาไว้เป็น เขตกรุงเทพฯ ชั้นในสุดก็คือคลองคูเมืองเดิม อันเป็นคลองที่ขุดขึ้นเป็นคูเมืองในสมัยกรุงธนบุรี มีปากคลองด้านหนึ่งอยู่ที่ปาก คลองตลาด และอีกด้านหนึ่งที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ

คลองรอบกรุง เป็นคลองที่ขุดขึ้นเป็นคูเมืองกรุงเทพฯ อย่างแท้จริงในปี พ.ศ. 2326 คลองนี้เริ่มต้นขึ้นที่ป้อมพระสุเมรุ เรียก คลองบางลำภู และไปสิ้นสุดที่บริเวณวัดเลียบ เรียก คลองโอ่งอ่าง ตลอดรายทางของคลองแห่งนี้มีการสร้างป้อม ปราการและกำแพงเมืองขึ้น 14 แห่ง ในปัจจุบันยังคงเหลือป้อมปราการอยู่เพียง 2 แห่ง คือ ป้อมพระสุเมรุ บางลำพู และ ป้อมมหากาฬ เชิงสะพานผ่านฟ้าฯ

คลองผดุงกรุงเกษม ขุดขึ้นเพื่อขยายพื้นที่กรุงเทพฯ ออกไปให้กว้างขวางขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และเป็นคลองคูเมืองชั้น นอกสุด เริ่มต้นตั้งแต่เทเวศร์ด้านหนึ่งและไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งที่บริเวณใกล้ ๆ โรงแรมริเวอร์ซิตี้ ท่าน้ำสี่ พระยา

ด้วยลักษณะการแบ่งพื้นที่โดยคลองดังกล่าวแล้ว เกาะรัตนโกสินทร์จึงมีลักษณะเป็นเมือง 3 ชั้น และมีความหมายโดยนัย ได้เป็น 2 กรณี คือ เกาะรัตนโกสินทร์ที่หมายเฉพาะส่วนชั้นในสุด อันเป็นเพชรแท้บนยอดเรือนแหวน หรือที่เรียกว่า "หัวแหวน" เป็นที่ตั้งของวัดวาอาราม ปราสาทราชวัง และสิ่งก่อสร้างโบราณต่าง ๆ ภายในขีดคั่นของคลองคูเมืองเดิม หรือส่วนทั้งหมด อันได้แก่พื้นที่ภายในบริเวณขีดคั่นของคลองทั้ง 3 แห่งนั่นเอง

เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์
ในปัจจุบันพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะส่วนในสุด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ส่วนราชการ ในวันเสาร์กลางคืนและเช้าวัน อาทิตย์ รถยนต์มีน้อย การจราจรไม่พลุกพล่าน จักรยานสามารถใช้ถนนได้อย่างสะดวกและปลอดภัย จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้รัก จักรยานจะนำรถของตนมาขี่ชมการประดับไฟฟ้าส่องสว่างโบราณสถานอันสวยงามในตอนกลางคืน และชมกรุงรัตน โกสินทร์อันสงบเงียบในช่วงเช้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงสำรวจและจัดทำเส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตน โกสินทร์ขึ้น โดยเส้นทางดังกล่าวมีหลักอยู่ 3 ประการ คือ

ประการแรก ใช้ถนนปรกติให้มากที่สุด เพื่อยืนยันแนวคิดที่ว่า จักรยานก็มีสิทธิในการใช้ถนนเช่นเดียวกับยาน พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ทุกชนิด ประการที่ 2 หลบเลี่ยงพื้นที่ที่มีการจราจรพลุกพล่านให้มากที่สุด เพื่อความเพลิดเพลินในการขี่จักรยานชมเกาะรัตน โกสินทร์ ประการที่ 3 แวะชมสถานที่สำคัญให้มากที่สุด

เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์อาจเริ่มต้นจากจุดใดก็ได้ บนเส้นทางสายนี้ ขอเพียงอยู่บนเส้นทาง ผู้ใช้จักรยานก็ จะมีความมั่นใจในการใช้จักรยานมากขึ้นและได้ชมสถานที่ที่น่าสนใจได้อย่างครบถ้วน ในที่นี้ขอใช้ถนนราชดำเนิน นอกบริเวณหน้า ททท. เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทาง

เส้นทางช่วงที่ 1 ททท.ราชดำเนิน-ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
เริ่มจากอาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนราชดำเนินนอก ใช้เส้นทางคู่ขนาน ตรงไปสะพานผ่านฟ้าลีลาศเมื่อ ถึงสี่แยกไฟแดงหยุดรอสัญญาณเหมือนรถยนต์ทั่วไป ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเมื่ออยู่บนถนนสาธารณะ ทาง ซ้ายมือคือ ตึกเก่าของกระทรวงคมนาคม ที่เกาะกลางถนนจะมองเห็นต้นมะขามเรียงรายร่มรื่น เป็นระยะ ๆ ตลอดเส้นทาง

เมื่อเคลื่อนที่ตามสัญญานไฟแล้วก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานผ่านฟ้าลีลาศเข้าถนนราชดำเนินกลาง จุดนี้ควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรถยนต์พลุกพล่านและต้องแล่นตัดเส้นทางจราจรเป็นรูปกากบาท หากขี่กันเป็นขบวนต้องมีการเกาะกลุ่ม โดย เฉพาะในจุดอันตรายเพื่อเคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อมองไปรอบตัวสะพานผ่านฟ้าลีลาศจะเห็นสิ่งสำคัญ ๆ ของเกาะรัตน โกสินทร์มากมาย จุดแรกที่หยุดคือ ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ จากจุดนี้เองจะเห็นโลหะปราสาท ตั้งตระหง่านมีฉากหลัง เป็น พระบรมรูปรัชกาลที่ 3 ด้านซ้ายเป็นป้อมมหากาฬและกำแพงพระนคร ริมป้อมเป็นคลองรอบกรุง ไกลออกไปเป็นภูเขา ทอง หากเป็นช่วงเวลากลางคืนก็จะสวยงาม เพราะมีการประดับไฟส่องสว่าง

เส้นทางช่วงที่ 2 ลานพลับพลาฯ-เสาชิงช้าระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
จากลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ ใช้เส้นทางไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนดินสอขี่ไปบนเส้น ทางเดินรถมวลชน เมื่อไปได้ช่วงหนึ่งก็จะเข้าสู่ย่านเสาชิงช้า ซ้ายมือคือ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางการบริหาร งานส่วนท้องถิ่นของชาว กทม. ถัดมาทางขวามือเป็น เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ศูนย์กลางของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ใน ประเทศไทย เมื่อไปถึงสามแยก เป็นจุดที่ควรระวังเป็นพิเศษ ต้องหยุดรอสัญญาณจราจร แล้วแยกเข้าสู่ลานเสาชิงช้า

จากลานเสาชิงช้า ด้านหนึ่งคือถนนบำรุงเมือง ถนนสายเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ในอดีต เสาชิงช้า และวัดสุทัศน์เทพวรา รามฯ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และลานคนเมือง ซึ่งทาง กทม. ได้ประดับไฟที่บริเวณจุดนี้ด้วยเช่นกัน

เส้นทางช่วงที่ 3 เสาชิงช้า-วัดโพธิ์ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
ออกจากเสาชิงช้า ขี่เลียบกำแพงวัดสุทัศน์ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่สถนนตีทอง ตรงไปถึงสามแยกเข้าถนนราชบพิธ ซึ่งต้องระวัง รถทางแยก เมื่อเข้าถนนราชบพิธจะร่มรื่นด้วยต้นไม้และเงียบสงบ จากนั้นขี่ตรงไปข้ามสี่แยกตัดถนนเฟื่องนคร ผ่านไปหน้า วัดราชบพิธฯ แล้วแล่นตรงต่อไปจนถึงสามแยกตัดถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานช้างโรงสี ข้ามคลองคูเมืองเดิมเข้าถนน กัลยาณไมตรี สองข้างทางเป็นตึกสวย ซ้ายเมืองเป็นกรมแผนที่ทหาร ขวามือคือกระทรวงกลาโหม แล้วตรงไปจนถึงสามแยก ตัดถนนสนามไชย เลี้ยวขวาขึ้นบาทวิถี เลียบหน้ากระทรวงกลาโหม ผ่านปืนใหญ่ที่ตั้งหน้ากระทรวง ซึ่งหนึ่งในนี้คือนาง พญาตานี ปืนใหญ่ที่สวยที่สุดด้วย จอดพักที่ศาลหลักเมือง และ วัดพระแก้ว แล้วขี่ย้อนกลับผ่านสวนสราญรมย์ และไปกลับ รถตามวงเวียนหน้ากรมการรักษาดินแดน เลี้ยวซ้ายเลียบวัดโพธิ์ ผ่านท่าเตียน แล้วเลาะไปชมวัดอรุณฯ ที่ท่าสุพรรณ จากนั้น เลี้ยวซ้ายไปหยุดพักที่วัดโพธิ์ ภายในลานวัดโพธิ์นี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีการประดับไฟฟ้าสวยงามสว่างไสว พระมหาเจดีย์ 4 องค์ของวัดโพธิ์สวยงามประทับใจยิ่งนัก

เส้นทางช่วงที่ 4 วัดโพธิ์-ป้อมพระสุเมรุระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร
จากวัดโพธิ์ อ้อมกลับมาทางด้านถนนสนามไชย แล้ววนกลับตามเส้นทางเดิม พอถึงสามแยกท่าเตียนจะเลี้ยวขวาเข้าสู่ ถนนมหาราช จากนั้นแล่นไปตามถนนมหาราชชิดบาทวิถีเลาะเลียบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ท่าราชวรดิษ ท่าช้าง ท่าพระ ท่าพระจันทร์ เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนประชาธิปไตยที่ร่มรื่นด้วยต้นประดู่ ด้านหนึ่งเป็นกำแพงเก่าของวังหน้า ถึงหัวมุม สนามหลวง เลี้ยวซ้ายเลียบผ่านหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบกับต้นมะขามสนามหลวงอีกครั้ง

แล่นต่อไปผ่านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งขาติ พระนคร หรืออดีตวังหน้า เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนราชินี ผ่านหน้าโรงละคร แห่งชาติ วัดพระแก้ววังหน้า แล้วเลี้ยวขวาลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้าฯ เข้าสู่ถนนพระอาทิตย์ แล่นตรงไปจนถึงป้อมพระ สุเมรุ จุดที่ต้องระวังอีกจุดคือทางโค้งก่อนเข้าสู่ป้อม รถยนต์อาจแล่นออกมาเร็ว ให้ดูคนข้างหน้าให้ดี พอถึงป้อมพระสุเมรุจะ เลี้ยวซ้ายเขาไปทางด้านหลังของตัวป้อม

เส้นทางช่วงที่ 5 ป้อมพระสุเมรุ-ททท.
ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
จากป้อมพระสุเมรุ แล่นตามถนนพระสุเมรุจนถึงสี่แยกบางลำภู ตรงสี่แยกเป็นจุดอันตรายอีกแห่งหนึ่ง เพราะจักรยานที่ ชิดซ้ายจะเลี้ยวขวา เมื่อพ้นแยกบางลำภู รถจะน้อย ทำให้ขี่จักรยานได้สบายขึ้น จากบางลำภูขี่ตรงไปจนถึงหน้าโรงพักชนะ สงคราม เลี้ยวซ้ายเข้าถนนข้าวสาร บริเวณนี้หากเป็นเวลากลางคืนจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศออกมานั่งดื่ม และรับ ประทานอาหาร เดินเล่นหรือซื้อของที่วางขายอยู่ บรรยากาศคึกคักน่าสนุกสนานมาก ออกจากถนนข้าวสาร จะกลับไปถนนสิบ สามห้าง และกลับออกสู่ถนนราชดำเนินกลางอีกครั้งหนึ่ง โดยแล่นบนบาทวิถี แล่นข้ามสะพานผ่านฟ้าฯ ไปเข้าถนนคู่ขนานริม ซ้ายสุดตามถนนราชดำเนินนอก ไปเลี้ยวขวากลับรถมาสิ้นสุดการเดินทางที่ ททท. อีกครั้งหนึ่ง
บ้านไม้ไทย
กิจกรรม/ สิ่งที่น่าสนใจ
เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้หอมของไทยทั้งประเภททั่วไปและหายาก เช่น จันท์กะพ้อ โสกระย้า บุหรงม่วง หรือปาหนันช้าง เป็นต้น

ที่อยู่/ที่ติดต่อ
38/1 หมู่ 5 ต.บางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.(02) 410-7574, 410-8152 เจ้าของคือคุณอภิศักดิ์ ดังอุโฆษ
สวนกล้วยไม้ เขตบางแค
กิจกรรม/ สิ่งที่น่าสนใจ
มีพื้นที่สวนกล้วยไม้ไม่น้อยกว่า 500 ไร่ กระจายไปตามแขวงต่าง ๆ ของเขตบางแค จะปลูกตลอดปี โดยการตัดดอกทุกวัน เพื่อนำส่งขาย

ที่อยู่/ที่ติดต่อ
อยู่ในเขตบางแค โดยเฉพาะแขวงบางไผ่ และแขวงหลักสอง กรุงเทพฯ ชาวบ้านปลูกเป็นอาชีพ ติดต่อ สำนักงานเขตบางแค โทร.(02) 803-6825 ต่อ 501, 502
กุลตนาออร์คิด
กิจกรรม/ สิ่งที่น่าสนใจ
- ฟาร์มกล้วยไม้
- จำหน่ายเฉพาะต้นไม่มีดอก

ที่อยู่/ที่ติดต่อ
39/6 ถ.หน้าวงประชาพัฒนา เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทร. (02) 565-5463-5 โทรสาร (02) 5655466
กรุงเทพ(รหัสทางไกล 02)
- Aquasports 258-4626, 258-4952
- Dive Master 938-4216-7
- Professional Diver 954-0010-1
- Sea Frog 261-6737, 663-4125
- Sport Time 712-1535-8





ข้อมูลทั่วไป
แม่น้ำและลำคลองน้อยใหญ่ล้วนมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทุกชีวิต เป็นแหล่งน้ำใช้อุปโภคบริโภคและการ เกษตร ในอดีตใช้เป็นเส้นทางคมนาคม และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทยใน ปัจจุบัน มีคลองหลายแห่งที่ขุดขึ้นเพราะเหตุผลนี้ จำนวนคลองที่มากมายนั้นทำให้เราได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสตะวันออก” ลำคลองเหล่านี้มีแหล่งกำเนิดมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากน้ำโพ บริเวณด้านหน้าเขื่อนในตัวเมือง จ.นครสวรรค์ บริเวณนั้นจะมองเห็นความแตกต่างของสายน้ำทั้งสองได้อย่างชัดเจน คือ แม่น้ำน่านจะมีสีค่อนข้างแดง และแม่น้ำปิงจะเป็นสีค่อนข้างเขียว เมื่อไหลมาบรรจบกันแล้วจึงค่อย ๆ รวมตัวกันกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สำคัญ ของประเทศ ไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เรื่อยมาจนถึงกรุงเทพมหานคร และลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ อ.ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาวประมาณ 370 กิโลเมตร

แม่น้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบันนั้นบางช่วงคือ คลองที่ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า เนื่องจากสายน้ำไหลคดเคี้ยวมากจึง ต้องขุดคลองลัดขึ้นมา เพื่อทำให้เดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น การขุดคลองนั้นมีอยู่สามสมัย ได้แก่

ครั้งแรก
ขุดในสมัยของสมเด็จพระชัยราชา ขุดตั้งแต่คลองบางกอกน้อยบริเวณหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อย ไปถึง คลองบางกอกใหญ่ บริเวณหน้าวัดอรุณราชวราราม เพื่อความสะดวกในการค้าขายซึ่งสมัยนั้นจะติดต่อกับโปรตุเกส และจีน

ครั้งที่สอง
ขุดในสมัยพระมหาจักรพรรดิ ขุดคลองบางกอกน้อยเชื่อมสายใน ระหว่างคลองบางกอกน้อย ส่วนที่เป็น แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมตรงวัดสุวรรณคีรีกับคลองบางกรวยตรงวัดชลอ

ครั้งที่สาม
ขุดในสมัยพระเจ้าปราสาททองจากวัดเฉลิมพระเกียรติมาเชื่อมกับปากคลองบางกรวยในปัจจุบัน (แม่น้ำ เจ้าพระยาเดิม)

สองฝั่งแม่นำเจ้าพระยามีสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย เราอาจจะเคยล่องเรือไปตามแม่น้ำสายนี้และชื่นชมกับวิถีของชีวิต ผู้คน บ้านเรือนรูปร่างแปลกตาตามชุมชนต่างๆ วัดวาอารามและบรรยากาศที่เย็นสบาย แต่ก็เป็นความประทับใจ เพียงแค่ ช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็ผ่านไป หากพวกเราทราบความเป็นมา หรือความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นบ้าง อาจจะสะท้อนสิ่งที่ดีงาม ในอดีต ทำให้เราภาคภูมิใจกับสมบัติของชาติมากขึ้น มาร่วมมือกันรักษาสายน้ำสายสำคัญนี้ไว้ให้สดใสดังเดิม
บริษัทเรือโดยสาร
แม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางกรุงเทพฯ-นนทบุรี มีเรือโดยสาร 2 บริษัท คือ

1.บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยาบริการทุกวัน จากท่าวัดราชสิงขร ถึง ท่าน้ำนนทบุรี แต่ในช่วงเวลาเร่งด่วนจะวิ่งไปถึงท่าเรือ ปากเกร็ด บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จัดเรือบริการผู้โดยสารทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.30 น. จากวัดราชสิงห์ขรใกล้ สะพานกรุงเทพฯ ถึงตอนเหนือของจังหวัดนนทบุรี (ศาลากลางจังหวัด) โดยเรือจะจอดตามท่าเรือที่เป็นจุดสำคัญตลอด เส้นทาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 10 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. (02) 222-5330, 225-3002-3

2. บริษัทเรือด่วนแหลมทองจัดเรือบริการผู้โดยสารทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.30 น. โดยวิ่งเส้นทางเดียวกับเรือด่วน เจ้าพระยา แต่จะไปสิ้นสุดที่ท่าน้ำปากเกร็ด (ธงเขียว) สามารถเดินทางต่อไปเกาะเกร็ดได้โดยเรือข้ามฝาก ค่าโดยสาร 15 บาท
บริษัท เรือนำเที่ยว
นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเช่าเรือ ล่องตามคลองต่าง ๆ ติดต่อได้ที่

1. ท่าช้างวังหน้า บริษัทมิตรเจ้าพระยาโทร. (02) 255-6179, 623-6169 จัดรายการนำชมคลองต่าง ๆ ได้แก่ คลองบางกอกน้อย คลองบางกรวย คลองอ้อม คลองมอญ คลองบางกอกใหญ่ เป็นต้น พร้อมนำชมวัดอรุณราช วราราม พิพิธภัณฑ์อู่เรือพระราชพิธี สวนกล้วยไม้ ฯลฯ โดยเรือจะออกจากท่าช้างทุกวัน เวลา 08.30 น. และจะ กลับเวลา 18.00 น. บัตรราคา 200 บาท/คน (ไม่รวมค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ)

2. ท่าริเวอร์ซิตี้ บริษัทสี่พระยาทริป แอนด์ โบ๊ทโทร. (02) 412-0207, 412-7664 เจ้าพระยา ชาร์เตอร์ โทร. (02) 622-7657-61

3. ท่ามหาราช บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา มีบริการนำเที่ยวประจำ และให้เช่าเรือท่องเที่ยว ตั้งแต่กรุงเทพไปจนถึง อยุธยา โทร. (02) 222-5330, 623-6499, 225-3002-3 ต่อ 100-2 ค่าเช่าเรือหางยาว ประมาณ 400 บาทต่อชั่วโมง

4. บริษัทเกียรติชูชัยนำทัวร์วัดไทร ทัวร์คลอง เช่าเรือไปอยุธยา โทร. (02) 437-3836, 437-2505, 237-0077 ต่อ 161

5. สำนักงานเขตตลิ่งชันบริการทัวร์คลองตลิ่งชัน โทร. (02) 424-5448, 424-2515, 424-1742

6. ล่องคลองประวัติศาสตร์พระเจ้าเสือ ราคา 450 บาท ติดต่อฝ่ายพัฒนาชุมชน เขตจอมทอง โทร. (02) 427-6672, 427-1240 ต่อ 311, 312

7. ล่องคลองจังหวัดปทุมธานี ติดต่อ ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. (02) 581-2121

8. ล่องคลองต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ (แม่น้ำเจ้าพระยา) ติดต่อได้ที่ บ้านขันลงหิน โทร. (02) 424-1689, 889-9182

9. เจ้าพระยาชาร์เตอร์
บริการเรือแว่นฟ้า เรือแว่นแก้ว ทัวร์คลอง และเช่าเรือ Dinner โทร. (02) 237-0077 ต่อ 162

10. เจ้าพระยาซันเซท ครุยส์ บริการทัวร์คลอง เช่าเรือ Dinner Cruise Rice Barge โทร. (02) 258-3300, 258-3306

11. Asia Voyages บริการเรือไปอยุธยา 2 วัน 1 คืน (เรือเมขลา, สุวรรณมัจฉา) โทร. (02) 256-6153-5, 256-7168-70

12. เรือริเวอร์เจท กรุงเทพ - บริษัทริเวอร์เจททรานสปร์ตโทร. (02) 585-8166, 585-1616 โทรสาร (02)585-9120

- พระที่นั่งวิมานเมฆ - โทร. (02) 281-8166, 280-5928-9
- พระราชวังบางปะอิน โทร. (035) 261-549
คลองบางกอกใหญ่
คลองบางกอกใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “คลองบางข้าหลวง” หรือ “คลองบางหลวง” เคยเป็นชุมชนของข้าหลวง ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี คลองนี้ก็คือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม เคยเป็นเส้นทางสำหรับเรือที่มาค้าขาย สองฝั่งคลองมี เรือนไทย ให้เห็นตามรายทาง ทั้งเรือนปั้นหยา เรือนฝากระดาน เรือนทรงระบำแบบบังกะโล มีเรือเมล์เข้ามาจากท่าราชินี (ปากคลอง ตลาด) และท่าสะพานพุทธ มีสถานที่น่าสนใจ ดังนี้

วัดหงส์รัตนาราม(วัดเจ๊สัวหง)
ตั้งอยู่ที่เขตบางกอกใหญ่ เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย มาบูรณะในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาล ที่ 3 เพื่อถวายพระกุศลให้ท่านแก้วพระอัยยิกา ชื่อของวัดจึงประกอบด้วยสองคำ คือ คำว่า หงส์ นั้นมาจากคำว่า อาฮง แถบนี้เคยมีชุมชนชาวจีนมาอยู่ก่อน ต่อมามีชุมชนชาวมอญมาอยู่ ส่วนคำว่า รัตนา มาจากชื่อของท่านแก้ว

โบสถ์ที่สร้างสมัยสมเด็จพระเจ้าตาก พระองค์มักจะเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนี้ด้วย เมื่อบูรณะใหม่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรม สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ที่เสาภายในพระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาตอนต้นซึ่งนำแบบอย่าง มาจากสุโขทัยเป็นเสากลมเรียงเข้าไปแบ่งได้ เจ็ดห้อง เขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับด้วยดอกพุดตานด้านใน ตรงเพดาน ทำลดหลั่นกันเป็นชั้น มีกระดานคอสองและมีหงส์ ฐานแบบตกท้องช้าง

จิตรกรรมฝาผนังและลวดลายแกะสลักที่ประตูนั้น ล้วนแต่เป็นลายดอกพุดตาน และเบญจมาศเป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ซึ่งดอกพุดตาน เบญจมาศ และโบตั๋นนั้น จะเกี่ยวกับความเชื่อใน ฮก ลก ซิ่วด้วย ตรงบันไดทางขึ้นพระอุโบสถมีรูปปั้น ประดับแปลกกว่าที่อื่นคือเป็นรูปกบ ด้านข้างมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ศาลเก่าซึ่งสร้างเป็นไม้ชำรุดทรุดโทรม ต่อมา กองทัพเรือก็มาบูรณะสร้างศาลใหม่เป็นถาวรวัตถุ แต่ยังรักษาศาลเก่าไว้ โดยปกติโบสถ์จะเปิดเฉพาะวันพระ มีการนั่ง วิปัสสนา กรรมฐาน ทุกวันพุทธ และอาทิตย์ รายละเอียดสอบถามที่ โทร. (02) 466-8126

ชุมชนชาวมุสลิม
แต่มีทั้งชาวไทยและจีนอยู่ด้วยกัน บางบ้านจะมีการปักเสาธง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีลาย ขนมปังขิง

สะพานเจริญพาสน์ ๓๓
สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ท่านจะนิยมสร้างสะพานและนำหน้าชื่อด้วยคำว่า “เจริญ” และต่อด้วยเลขบอก พระชนมายุ ซึ่งรัชกาลที่ 5 พระบรมชนกนาถนิยมสร้างสะพานชุด “เฉลิม” เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ ทุกปี

วัดสังข์กระจาย
สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และมาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามประวัติชื่อของวัดมาจากการได้พบพระสังข์ กระจายที่มีต้นตำนานการสร้าง ณ ที่แห่งนี้ กุฏิของวัดสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 - 7 เป็นเรือนทรงปั้นหยา

วัดอินทราราม หรือ วัดบางยี่เรือ
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เครื่องบนพระวิหารประดับด้วยชามกระเบื้อง ภายในมีพระพุทธรูป สมัยอยุธยาตอนปลาย คือ หลวงพ่อดำ และมีพระแท่นบรรทมสำหรับพระเจ้าตากเมื่อมา วิปัสสนา พระแท่นทำด้วยไม้ พนักประดับด้วยงาช้างแกะลาย พระวิหารเปิดให้ชมทั้งวัน ส่วนพระอุโบสถเปิดในวันพระ จะมีพุทธศาสนิกชนมานั่ง วิปัสสนากรรมฐาน ด้านข้างมีเจดีย์ที่บรรจุอัฏฐิของพระเจ้าตากและพระมเหสี เรียกว่า เจดีย์กู้ชาติ บ้านเรือนรอบ ๆ บริเวณ เป็นทรงปั้นหยา สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 - 7
คลองด่าน
จากคลองบางกอกใหญ่เลี้ยวซ้ายเข้าสู่คลองด่านซึ่งขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจากเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี สินค้าที่ลำเลียงมาเป็นจำพวกอ้อย และน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ตั้งแต่หลัง การทำสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกต้องการและให้กำไรมาก เพราะเป็นเส้น ทางลำเลียงสินค้านี่เองตรงนี้จึงเป็นด่านเก็บภาษีอันเป็นที่มาของชื่อคลอง

คลองนี้แบ่งเป็นสามช่วงตามชื่อเรียก คลองด่าน จะสิ้นสุดตรงวัดราชโอรสาราม และต่อไปเป็น คลองสนามชัย หรือ คลองมหาชัย เป็นจุดที่รัชกาลที่ 3 ได้เปิดโขลนทวารไปรบพม่า ที่ด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี คลองโคกขาม เป็น จุดที่เกิดตำนานพันท้ายนรสิงห์ ปัจจุบันยังมีเรือบรรทุกทรายหินจากมหาชัยมาตามเส้นทางนี้ เพราะคลองนี้จะไปออกที่ แม่น้ำท่าจีนได้

วัดปากน้ำ
เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่หลังจากที่มีการปฏิสังขรณ์วัดใหม่ ปัจจุบันจึงเหลือเพียงหอไตรที่ยังเป็นของ เก่าอยู่ เป็นฝีมือช่างสมัยพระนารายณ์ยังเห็นลวดลายสลัก เป็นรูปกระจังที่ซุ้มประตูหน้าต่างและหน้าบันยังสมบูรณ์และงดงาม ที่วัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรมภาวนานุสนธ์ ประชาชนมาทำบุญสักการะหลวงพ่อวัดปากน้ำกันทุกวัน

วัดอับสรสวรรค์วิหาร
มีอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดหมู”ประวัติความเป็นมาของชื่อนั้นน่าสนใจ เล่ากันว่าผู้สร้างวัดนี้เป็นเศรษฐีจีน ชื่อ อู๋ จึงเรียกวัดจีนอู๋ ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็นวัดหมูแต่ที่น่าสนใจ มากกว่านั้น และผูกพันกับวิถีชีวิตชาวบ้านคือ ชาวบ้านบริเวณวัด ส่วนมากมีอาชีพ เลี้ยงหมูและขายหมูเป็นหลัก ในวัดเองก็เต็มไปด้วยหมูที่ชาวบ้านนำมาปล่อยแก้บน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย สุหรานากงผู้ที่มีท่วงท่ารำที่งดงามมากดุจนางอัปสรสวรรค์ เห็นสภาพวัดชำรุดทรุดโทรม จึงมาปฏิสังขรณ์ เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่เจ้าพระยาพลเทพ ผู้เป็นบิดา จากนั้นจึงกำหนดให้เป็นชื่อของวัด

วัดนางชี
บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นมากประดับตกแต่ง ด้วยต้นไม้นานาพันธุ์งดงามมาก พระอุโบสถที่วัดนี้มีมาตั้งแต่ สมัยอยุธยา แต่วัดนี้มาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปแบบ ทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในวัดจึงเป็นแบบจีน โดยปกติ ไม่เปิดให้ นักท่องเที่ยวเข้าชม ส่วนที่พระวิหารมีเตียงไม้มะเกลือ แบบจีนที่สลักลวดลายวิจิตรงดงามมาก ซึ่งพระยาโชดึกราชเศรษฐี นำมาถวายวัด เนื่องจากบุตรีของท่านคลอดบุตรแล้วเสียชีวิตบนเตียงนี้

วัดนี้เป็นวัดเดียวในกรุงเทพที่มีประเพณีชักพระ จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ประดิษฐานยังบุษบก แล้วชักแห่ไปทางเรือ เข้าคลองชักพระ แล้วแวะเลี้ยงเพลที่วัดไก่เตี้ย ก่อนจะย้อนกลับทางขวาเข้า คลองบางกอกน้อย ออกแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วกลับเข้าคลองบางกอกใหญ่ กลับวัดนางชี ถือเป็นการทักษิณาวัตรบางกอก ประเพณีนี้จะกระทำทุกวันแรม 2 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี เป็นวันสิ้นฤดูฝน จะมีการละเล่นต่าง ๆ เช่น แข่งเรือ เพลงเรือ และแห่เรือ

วัดหนังราชวิหาร
สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอยุธยาเดิมเป็นวัดราษฎร์ มาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยสมเด็จ พระศรีสุราลัยพระบรมราช ชนนีในรัชกาลที่ 3 และยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เล่ากันว่าคงเป็นเพราะท่านมีนิวาสถาน อยู่บริเวณนี้จึงได้มาบูรณะ ที่นี่

วัดนางนองวรวิหาร
อยู่ตรงข้ามฝั่งคลองกับวัดหนัง สร้างในสมัยอยุธยา มาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายใน พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธ รูปสมัยสุโขทัย สร้างด้วยสัมฤทธิ์ ลงรักปิดทองทรงเครื่องน้อยซึ่งเครื่องทรงนั้นทำแยกต่างหาก จากองค์พระนับเป็นงาน ปฏิมากรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ พระมหามงกุฏของพระประธานสร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากของเก่านั้น รัชกาลที่ 3 ทรง โปรดให้อัญเชิญไปอยู่ที่ยอดนภศูลของพระปรางค์ วัดอรุณ จิตรกรรมฝาผนังที่วัดนี้มีทั้งการเขียนด้วยลายรดน้ำ แบบไทย รูปดอกพุดตาน และลายกำมะลอแบบจีนเรื่องสามก๊ก ฮ๊ก ล๊ก ซิ่ว ม้าหมู่บูชาสวยงามมากทีเดียว (การเขียนลายกำมะลอ เป็นการเขียนลงรัก ปิดทออง แล้วนำสีมาแต้ม)

วัดราชโอรสาราม หรือ วัดจอมทอง
มีทางเดิน เชื่อมกับวัดหนังเป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัด ประจำรัชกาลที่ 3 พระองค์มาบูรณะวัดนี้ตั้งแต่ ยังดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ที่มุมหนึ่งด้านนอกพระอุโบสถมีพระแท่น ที่ประทับอยู่ใต้ต้นพิกุล (เล่ากันว่า เวลาที่ท่านเสด็จมาที่วัดนี้ มักจะประทับที่ใต้ต้นพิกุลต้นนี้)

วัดนี้เป็นวัดแม่แบบของการสร้างโบสถ์แบบพระราชนิยม ในรัชกาลที่ 3 ที่หน้าบันจะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับ ตกแต่งด้วยถ้วยชามเบญจรงค์ ภายในโบสถ์ประดิษฐาน พระประธานเป็นปางสมาธิ ฐานชุกชีนั้นนับว่ามีความละเอียด งดงามที่สุดก็ว่าได้ มีตราพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 3 เป็นรูปปราสาทและภายในฐานนั้นบรรจุพระสรีรังคาร ของรัชกาลที่ 3 จิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปม้าหมู่บูชาทั้งหมดสวยงามมาก
คลองสนามชัย
วัดไทร
มีพระพุทธรูปสลักหินทรายแดง ปางต่างๆ อยู่ในพระวิหาร ทำให้ทราบว่าเป็นวัดตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สิ่งที่น่าสนใจ ในวัด คือ พระตำหนักทอง ที่พระเจ้าเสือทรงอุทิศ ให้เป็นกุฏิสงฆ์ พระตำหนักนี้เขียนลายทองทั้งข้างนอกและข้างใน
คลองบางเชือกหนัง
วัดเกาะ
รอบ ๆ บริเวณวัดมีบรรยากาศสงบร่มรื่น มีวิหารเก่าอายุประมาณ 80 ปี และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณ สถานแล้ว

ฟาร์มกล้วยไม้
ชาวบ้านสองฝั่งคลองประกอบอาชีพ ทำสวน และส่วนใหญ่จะเป็นฟาร์มกล้วยไม้ตัดดอกขาย ชาวพุทธนิยมนำมาถวาย พระกัน
คลองชักพระ
วัดกำแพง
สร้างในสมัยอยุธยา มีลายปูนปั้นที่ซุ้มประตู หน้าต่างงดงามมาก แต่มาบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพจิตรกรรม ภายในยังรักษาได้สมบูรณ์อยู่มาก

วัดคูหาสวรรค์วรวิหาร หรือ วัดศาลาสี่หน้า
มีฝีมือสลักไม้ หน้าบันของช่างสมัยอยุธยาที่ละเอียดงดงามและยังสมบูรณ์อยู่

ตลาดน้ำตลิ่งชัน
อยู่หน้าที่ทำการเขตตลิ่งชัน เป็นตลาดน้ำที่บรรยากาศจะแตกต่างกับตลาดน้ำที่อื่น ๆ ตรงที่มีแพให้เรือนำสินค้ามาขาย สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวในการที่จะซื้อของ มีอาหารหลายชนิด อีกทั้งผลไม้ตามฤดูกาลที่ชาวสวนพายเรือมาขายเอง ในวันอาทิตย์ ทางเขตตลิ่งชันได้จัดดนตรีไทยบรรเลงโดยนักเรียนของโรงเรียนในพื้นที่ และดนตรี กลางสวนป่าในช่วง เที่ยงวันเสาร์และบ่ายวันอาทิตย์ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมเล่นด้วยก็ได้ ใกล้สวนป่ามีร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ดอกไม้ ประดับ โดยสามารถเลือกซื้อคุณภาพดี ได้ในราคาถูก พันธุ์ไม้หายากตั้งแต่ต้นปาหนันช้าง ต้นจันทร์กะพ้อ ต้นสุพรรณ- ณิการ์ ฯลฯ ทางสำนักงานเขตได้จัดบริการเรือนั่งชมธรรมชาติคลองต่าง ๆ พาชมสวนผลไม้ดอกไม้และสวนผักของ ชาวบ้าน

สอบถามก่อนล่วงหน้าได้ที่เขตตลิ่งชัน โทร. (02) 452-5448, 424-2515 จะมีบริการนำเที่ยวสลับสับเปลี่ยนกันไป จัดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00, 11.00, 13.00, 14.00 น. ใช้เวลาท่องเที่ยวประมาณ 2 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ท่านละ 70 บาท เด็ก 40 บาท

การเดินทางมาที่เขตตลิ่งชัน วิ่งรถเข้าถนนคู่ขนานด้านใน ข้ามสะพานยกระดับทางรถไฟ เมื่อถึง สน.ตลิ่งชัน แล้วเตรียม เลี้ยวซ้ายเช้าถนนฉิมพลี ผ่านสวนหย่อม วิ่งตรงมาเรื่อย ๆ จนสุดถนนฉิมพลี ก็จะพบสำนักงานเขตตลิ่งชัน หากโดยสารรถ ประจำทาง สาย ปอ. 79 จากหน้ากองสลาก ถนนราชดำเนินกลาง แล้วลงหน้า สำนักงานเขตตลิ่งชัน ตลาดจะเริ่มในช่วง เช้า-บ่าย
คลองบางกอกน้อย
คลองบางกอกน้อยแบ่งเป็นสองช่วง คือจากคลองชักพระ เลี้ยวซ้ายเข้าคลองบางกอกน้อย คลองช่วงนี้จะขุดในสมัย สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ และช่วงที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม คือตั้งแต่วัดโพธิ์บางโอขึ้นไปจนถึงคลองอ้อม ในสมัยกรุง ศรีอยุธยา เคยเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจาก นครชัยศรี สุพรรณบุรี ฉะนั้นจึงเคยมี “ตาเหลว” หรือด่านเก็บภาษีเช่นเดียว กับคลองด่าน สามารถโดยสารเรือจากท่าช้าง เส้นทางบางกอกน้อย - บางใหญ่ ตั้งแต่เวลา 06.30 - 21.00 น. ค่าโดยสาร 30 บาท มีสถานที่น่าสนใจ ดังนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี
เป็นอู่เก็บเรือ พระที่นั่งสุพรรหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่ง เอนกชาติภุชงค์ และเรือที่ใช้ในพระราชพิธี ต่าง ๆ ตั้งแต่สมัย กรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรือเหล่านี้ล้วนเป็นเรือขุดทั้งสิ้น ซึ่งพระราชพิธีหลวงทางชลมารคนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยแล้ว ต่อมาสมัยอยุธยาจึงมีพระราชพิธีกฐินหลวง ทางชลมารค

วัดสุวรรณาราม
เป็นพระอารามหลวง ก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย ครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเคยใช้เป็นลานประหารหมู่เชลยศึก พม่า เนื่องจากท่านเกรงว่านักโทษจะแหกคุกตอนที่จะยกทัพหลวงขึ้นไปต้านพม่าที่พิษณุโลก สิ่งที่เป็นสมบัติล้ำค่าของวัด นี้และของประเทศชาติอยู่ในพระอุโบสถ นั่นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝีมือเยี่ยมของช่างหลวงสมัยรัชกาลที่ 3 และจิตรกรชั้นครู ซึ่งเขียนประชันกัน อย่างคงแป๊ะที่ถนัดภาพมโหสถ และอาจารย์ทองอยู่วาดชาดกตอนเตมีราช

วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว)
สร้างในสมัยอยุธยา และมาบูรณะในสมัยรัชการที่ 1 สุนทรภู่เมื่อครั้งยังเป็นภิกษุเคยมา จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ นักท่องเที่ยว จะหยุดแวะให้อาหารปลาที่หน้าวัดนี้เสมอ

วัดนายโรง
สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา แล้วมาปฏิสังขรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ตามประวัติผู้สร้างโบสถ์ที่นี่คือ นายโรง ละคร จึงเรียกที่นี่ว่า วัดนายโรง ที่วิหารมีรูปปั้นของนายโรงละคร ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างพื้นบ้านมีการสอด แทรกอารมณ์ขันของศิลปินไว้ในภาพ ส่วนบนจะเป็นภาพพุทธประวัติ ภาพเทพ คนธรรม์ ชาวต่างประเทศ และภาพเทพ ชุมนุมซึ่งแบบนำมาจากพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ซี่งนำแบบมาจากวัดใหญ่สุวรรณารามที่เพชรบุรีอีกต่อหนึ่ง

วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก)
ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งพอดี คือทางที่แยกไปคลองชักพระและบางกรวย ทางวัดจึงได้สร้าง พระพุทธรูป ปางห้ามสมุทร ไว้หน้าวัดเพื่อเป็นเครื่องกันอาถรรพ์ เป็นความเชื่อที่ถือมาแต่โบราณ ภายในโบสถ์ที่ประดับด้วย รูปแกะนารายณ์ทรง สุบรรณฝีมือช่างจิตรดา และภาพไม้แกะสลัก เป็นรูปศาสนสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย และ พระธาตุพนม โบสถ์เปิดทุกวันถึง 17.00 น

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ หอไตรซึ่งมีบานประตู เขียนลายทองทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายหน้ากระดานเป็นก้ามปู สวยงาม มาก ลวดลายแบบนี้จะนิยมในสมัยรัชกาลที่ 4

วัดไก่เตี้ย
มีหอพระไตรปิฏกเก่าสมัยอยุธยา แต่ทางวัดไม่ได้บูรณะ พระบรมสารีริกธาตุจากวัดนางชีมาขึ้นที่นี่ และประกอบพิธี ก่อน จะนำออกสู่คลองบางกอกน้อย แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองบางกอกใหญ่ตามลำดับ

วัดพิกุลทอง
มีโบสถ์กลางน้ำ แต่เดิมก็คือโบสถ์ธรรมดา แต่เนื่องจากเกิดน้ำท่วม จึงได้ยกพื้นรอบโบสถ์ขึ้นมา จึงกลายเป็นโบสถ์กลางน้ำ การเดินทางมาวัดนี้ที่สะดวกที่สุดคือ ทางน้ำ

วัดชลอ
อำเภอบางกรวย มีโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนต้น ฐานโบสถ์ตกท้องช้าง อิฐที่ใช้ก้อนจะใหญ่มากซี่งสมัยนี้หาดูได้ยาก ใบเสมา ทำจากศิลาแลงที่นิยมในสมัยอู่ทอง โบสถ์เก่านี้ เปิดตลอดเวลา

วัดโพบางโอ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 200 เมตร จากท่าเรือ มีภาพจิตรกรรมแป้งสาคูเปียกฝีมือช่างสกุลนนทบุรี ปัจจุบันชำรุดทรุด โทรมไป แต่กรมศิลปากรกำลังบูรณะอยู่ เป็นวัดเก่าในสมัยอยุธยา และได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยกรมหลวง เสนีบริรักษ์ (ต้นสกุล เสนีวงศ์) พระโอรส ในกรมพระราชวังหลัง โบสถ์มีลักษณะคล้ายวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสาย่อ มุมไม้สิบสองและเอนเข้าหากัน เพื่อเป็นการรับน้ำหนักของตัวอาคาร หน้าบันเป็นเครื่องไม้จำหลักทรงโรงลดชั้นสามชั้นมี ลวดลายจีนแบบพระราชนิยม ในสมัยรัชกาลที่ 3 ใบเสมาเป็นหินทรายมีเจดีย์ล้อมรอบตัวพระอุโบสถทั้งสี่ด้าน ซุ้มบันแถลง ทำจากปูนน้ำอ้อย

วัดบางอ้อยช้าง
ที่มณฑปริมน้ำเป็นที่ประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทอายุเกือบ 200 ปี นำมาประดิษฐานที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ. 2359 สันนิษฐานว่า พระอธิการทองอยู่เจ้าอาวาสองค์แรก ของวัดนี้ได้มาครั้งที่ขึ้นไปพิษณุโลกเพื่อหาไม้มาสร้างวัด

วัดแก้วฟ้า
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระมหาจักรพรรดิ์ (อยุธยาตอนต้น) และมาบูรณะในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ อุโบสถวัดแก้วฟ้ามีพระเจดีย์อยู่ด้านหลัง เป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย การที่มีเจดีย์ประธานอยู่ด้าน หลัง เพื่อประสงค์ให้ผู้ที่มานมัสการพระประธาน ได้สักการะไปถึงพระบรมสารีริกธาตุ และพระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ด้วย

วัดปราสาท
สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (อยุธยาตอนปลาย) ที่หน้าบันพระอุโบสถเป็นไม้สักสลักรูป นารายณ์ทรงครุฑ (ปัจจุบันตัวครุฑได้หายไปแล้ว) เครื่องบน เป็นไม้สักตกแต่งด้วยรวยมอญงดงามมาก ตรงหุ่นนก (สามเหลี่ยม ข้างรวย มอญ) เป็นรูปราชสีห์และคชสีห์ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นโบสถ์แบบมหาอุดไม่มีการเจาะฝาผนังเลย ฐานพระอุโบสถ เป็นแบบตกท้องช้างหรือท้องสำเภา (การสร้างโบสถ์แบบตกท้องช้างนั้นหากอธิบายด้วยเหตุผลทางสถาปัตยกรรม เมื่ออากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูงอากาศเย็นจะพัดเข้าแทนที่ได้สะดวก)

ภาพจิตรกรรมเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายโดย ฝีมือของสกุลช่างชั้นสูงนนทบุรี นับว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่เก่าแก่ที่สุดในขณะนี้ของจังหวัด ถือว่าวัดนี้เป็นวัดหนึ่ง ที่ดำเนินการอนุรักษ์โบสถ์ และศิลปกรรมได้อย่างถูกวิธี จึงทำให้ เป็นแหล่งวิทยาการที่น่าสนใจยิ่งของทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ

การเดินทาง ตั้งอยู่ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลบางกร่าง หากไปทางเรือต้องเดินจากท่าเรือผ่านสวน ของชาวบ้านเข้า ไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถ้าไปทางรถยนต์จะสะดวกกว่า และยังสามารถโดยสารรถประจำทางสายบางใหญ่-ท่าน้ำได้

วัดพระปรางค์ (วัดปรางค์หลวง)
ด้านนอกกำแพงแก้ว มีพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น การวางอิฐจะใช้ยางไม้สอ (เชื่อม) ลวดลายจะคล้ายมีอายุใกล้เคียง เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งนับว่าหาชมได้ยากมากในกรุงเทพ มีลายปูนปั้นประจำทิศทั้ง 4 แต่มีเพียงทิศ ตะวันออกเท่านั้นที่ยังหลงเหลือให้ศึกษา แต่ปัจจุบันพระปรางค์ใกล้จะทรุดแล้ว

วัดอัมพวัน
สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ วัดบางม่วง สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ หอไตรกลางน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมไทย ที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างโล่งไม่มีพื้นและฝา ชั้นบนเป็นตัวหอขนาด 2 ห้อง ช่วงล่างเป็นลูกฟักกระดานดุน ตอนบนเป็นซี่ลูกกรง ไม้กลึงเสา กรอบประตูเป็นเสาหัวเม็ด ประตูหูข้าง เครื่องลำยองเป็นไม้จำหลัก หลังคาซ้อน 2 ชั้น มีปีกนก 1 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผาใต้เชิงชาย และหน้าบันประดับไม้สลักลายรดน้ำ

ฝาผนังด้านนอกทาสีลูกฟักด้วยสีแดง ขอบขาว ตัวไม้เครื่องบันอื่น ๆ ทาสีขาว ตัดเหลี่ยมสีแดง เสาลงพื้นสีขาว เขียนลาย แดง หน้าบานประตูทางเข้าหอไตรเป็นบานไม้ลงรัก ปิดทอง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ อกเลาเป็นไม้จำหลักลายดอกพุดตาน ลูกฟัก เหนือประตูเป็นภาพนกข้างละตัว เหนือขึ้นไปเป็น ภาพพระอาทิตย์ พระจันทร์ ในห้องสะกัดท้ายหอไตรเป็นที่เก็บ พาน ตะลุ่ม และ ฐานพระพุทธรูปไม้จำหลักเป็นจำนวนมาก

การเดินทาง นั่งเรือโดยสารเป็นเรือหางยาวจากท่าเรือ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที

วัดพิกุลเงิน (ซ้าย)
มีหลวงพ่อพุทธโสธรจำลอง และรอยพระพุทธบาทจำลอง เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้าน มีการจัดงานนมัสการประจำ ทุกปี ตามประวัติเล่าว่าสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2374 ต่อมาได้มีคนจีนชื่อ “ฮะ” ซึ่งเป็นต้นตระกูลโทณวนิก ได้ล่องเรือผ่านมา เห็นสภาพวัดจึงเกิดศรัทธา สร้างอุโบสถขึ้น เมื่อ พ.ศ.2421

วัดราษฎรประคองธรรม
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2256 ในสมัยสุโขทัยตอนปลาย แต่เดิมขาดการทำนุบำรุง ไม่มีพระสงฆ์ จำพรรษา จึงทรุดโทรมจน ชาวบ้านเรียกว่า “วัดค้างคาว” ต่อมาชาวบ้านบูรณะ และเปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดราษฎรประคองธรรม” มีพระพุทธ ไสยาสน์องค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ที่มณฑปสามยอด

วัดเสาธงหิน
ในโบสถ์เก่าประดิษฐานหลวงพ่อโต ที่ชาวบ้านเคารพนับถือมาก เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งการวางมือจะต่างจากที่ อื่น คือมือขวาคว่ำ มือซ้ายหงาย ชาวบ้านเล่าว่า ครั้งหนึ่งน้ำเค็มขึ้นถึงจังหวัดจันทบุรี แต่หน้าวัดเสาธงหินเป็นน้ำจืด ชาวบ้านจึงพากันมาตักไปใช้ดื่ม
สถานที่น่าสนใจริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ท่าช้างวังหลวง
สันนิษฐานว่าท่าช้างมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นท่าสำหรับอาบน้ำช้างของวังหลวงและยังเป็นที่ชะลอพระศรีศากยมุนี มาขึ้นที่บริเวณนี้ เพื่อนำไปประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม

ที่ทำการกองทัพเรือ
จะมองเห็นพระบรมรูปพระเจ้าตากสินมหาราชถือพระแสงดาบและชี้ไปที่พื้นดิน ด้านในมีท้องพระโรงของพระเจ้ากรุง ธนบุรี ซึ่งเป็นพระราชวังเดิม ลักษณะเป็นอาคารทรงไทยชั้นเดียวแบบสามมุข เป็นตึกสองหลังเชื่อมต่อกันหลังแรกเป็น ท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าราชการ อีกหลังหนึ่งเรียกว่าพระที่นั่งขวางเป็นส่วนราชมณเทียรภายในพระวิมานที่บรรทม มีจิตรกรรมฝาผนังเป็นพงศาวดารตอนเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 จนถึงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และยังจัดแสดงเครื่องเรือนประดับมุขที่ใช้ในราชวังสมัยโบราณของจีน ซึ่งได้แพร่หลายเข้ามาเป็นที่นิยมในบรรดา ขุนนางและคหบดีในประเทศไทย

วัดอรุณราชวราราม
ส่วนใหญ่จะทราบกันดีว่าวัดอรุณนั้นมีอีกชื่อว่า “วัดแจ้ง” แต่ยังมีอีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน คือ “วัดมะกอกนอก” แต่จะเรียก อะไรก็ตามว่ากันว่าวัดประจำพระราชวังแห่งกรุงธนบุรีนี้เป็นจุดที่พระอาทิตย์ขึ้นงดงามมาก หากผ่านมาทางน้ำตั้งแต่ช่วง ท่าพระอาทิตย์มองลงมาทางทิศใต้ จะมองเห็นพระปรางค์วัดอรุณตั้งสวยเด่นอยู่ตรงคุ้งน้ำสวย ประทับใจจนกลายเป็น สัญลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหนึ่งทีเดียว ยอดมงกุฎของพระปรางค์นั้นนำมาจากพระประธานที่วัดนางนอง ซึ่งรัชกาลที่ 3 เป็นผู้นำมาประดิษฐานไว้ ข้างพระปรางค์ทางด้านใต้จะพบ “โบสถ์น้อย” ซึ่งข้างในมีพระแท่นบรรทมของ พระเจ้าตาก

วัดระฆังโฆษิตาราม หรือ วัดบางหว้าใหญ่
เป็นวัดในสมัยกรุงธนบุรีสังเกตจากการเจาะหน้าต่างสองบานใต้หน้าบัน ที่ผนังด้านหน้าและด้านหลังของพระอุโบสถ เป็นลักษณะการสร้างแบบธนบุรีแท้ๆ ปัจจุบันหาดูได้เพียงไม่กี่วัดในกรุงเทพ นอกจากนี้ยังมีหอไตรที่เคยเป็นบ้านของเจ้า พระยามหากษัตริย์ศึก และท่านได้อุทิศให้ก่อนที่จะปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกษัตริย์องค์ แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ต้นลำภูต้นสุดท้ายที่กรุงเทพฯ
ปลูกในสมัยรัชกาลที่ 1 และโปรดให้กรมหลวงจักรเจษฎาพระเจ้าน้องยาเธอเป็นผู้ดูแล ตรงบางลำภูจะมีศาลของกรม หลวงจักรเจษฎาอยู่ตรงข้ามกับปั๊มน้ำมัน ปตท.ตรงนั้นเคยเป็นวังเก่าของท่าน

คลองบางลำภู
เป็นคลองรอบคูเมืองขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 อันที่จริงแล้วคือคลองรอบกรุงมีปากคลองไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาสองทาง ทางด้านเหนืออกวัดสังเวชดิศยาราม ทางด้านใต้ออกตรงวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร และเรียกชื่อคลองแต่ละช่วงตามสถานที่ ที่ผ่าน คลองที่ผ่านย่านบางลำภู จึงเรียก “คลองบางลำภู” ย่านบางลำภูยังนับเป็นย่านที่มีนักดนตรีไทยตั้งหลักแหล่งอยู่มาก

วังบางขุนพรหม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชทานให้แก่พระราชโอรสกรมหลวงนครสวรรค์ โดยช่างชาว อิตาเลียนปัจจุบันเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทย

ท่าวาสุกรี
เป็นท่าสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่จะเสด็จลงเรือในพระราชพิธีทางชลมารค

ชุมชนชาวญวน (สะพานกรุงธน)
ในสมัยรัชกาลที่ 1 ชาวญวนได้แบ่งเป็นสองพวก คือพวกที่นับถือศาสนาคริสต์ และที่นับถือศาสนาพุทธ ชาวญวนที่นับถือ คริสต์อาสามาช่วยรบ ในสมัยรัชกาลที่ 2 และ รัชกาลที่ 3 เรียกว่า “ญวนอาสา” ได้รื้อวัดส้มเกลี้ยง (ขณะนั้นเป็นวัดร้าง) เพื่อนำอิฐไปก่อสร้างบ้าน เรือน และโบสถ์คริสต์นิกายคาทอลิกขึ้นมาแทน นั่นก็คือ โบสถ์ โยน ออฟ อาร์ค รัชกาลที่ 3 จึง โปรดฯให้สร้าง วัดราชผาติการาม ขึ้นมาแทนวัดส้มเกลี้ยง สันนิษฐานกันว่าชื่อนี้มาจากคำว่า “ผาติกรรม” มีความ หมายว่า การแลกเปลี่ยนเอาของที่ดีกว่าให้แก่สงฆ์

เลยต่อไปที่ วัดอาวุธ เป็นวัดมอญที่ยังมีการสวด ภาษามอญอยู่หลังจากที่พม่าปราบมอญได้ ชาวมอญอพยพเข้ามา อยู่ที่อยุธยาในสมัยอยุธยา 5 ครั้งด้วยกัน คือ ในสมัยพระมหาธรรมราชา พระนเรศวรมหาราช พระเจ้าปราสาททอง พระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าอยู่หัวบรมโกฐ

ต่อมาสมัยพระเจ้าตากมีมอญอพยพเข้ามาอีกโดยมีพระยาเจ่ง เป็นผู้นำ และชาวมอญกลุ่มนี้ได้กระจายไปตั้งหลักแหล่งยังที่ ต่างๆ ได้แก่ แถววัดอาวุธ อ.บางพลัด วัดบางเสาธงคลองมอญ วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี อ.สามโคก จ.ปทุมธานี อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี วัดคงคาราม วัดม่วง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี จ.เพชรบุรี จ.ตาก จ.อุทัยธานี จ.สุโขทัย จ.ลพบุรี

สาเหตุที่ชาวมอญอพยพเข้ามาเป็นเพราะต้องการลี้ภัยการเมือง เนื่องจากทุกครั้งที่พม่าทำสงครามกับไทยชาวมอญ จะถูก เกณฑ์ไปเป็นทหารเราจึงรับไว้เพื่อเป็นการตัดกำลังพม่า

หลังจากที่ชาวมอญเข้ามาอยู่ที่แผ่นดินไทยได้ทำประโยชน์ให้แผ่นดินหลายอย่างจึงมีความดีความชอบมาก รัชกาลที่ 2 จึงได้ ให้มอญไปตั้งหลักแหล่งตรงที่ที่ยังไม่มีใครจับจอง เช่นที่บางกระดี่ บางแพร้ว จ.สมุทรสาคร อ. เมือง วัดราษฎร ศรัทธาธรรม ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

ชุมชนชาวมุสลิม
สังเกตว่ามีหลายหลังคาเรือนเป็นเรือนไทยทรงปั้นหยา และตกแต่งด้วยลวดลายไม้แกะสลักขนมปังขิงซึ่งเป็นรูปแบบศิลปะ ที่นิยมในกลุ่มชนมุสลิม เรือนทรงปั้นหยานั้นจะนิยมสร้างกันในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 โดยทั่วไปบ้านทรงปั้นหยา แล้วจะมิได้ตกแต่งด้วยลายขนมปังขิง

สะพานพระรามหก
เป็นสะพานแห่งแรกที่สร้างข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา เคยถูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยก่อนใช้เป็นทั้งทาง รถยนต์และรถไฟ แต่ปัจจุบันมีรถมากขึ้น จึงมีการสร้าง สะพานพระราม 7 ขึ้นสำหรับรถวิ่งและสงวนสะพานพระราม 6 ไว้เป็นทางรถไฟสายใต้เท่านั้น
สหกรณ์บริการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปหัตถกรรม ชุมชน
ประเภทหัตถกรรมเครื่องใช้ในครัวเรือน และของที่ระลึก ที่ทำด้วยทอง บรอนซ์
สถานที่เลขที่ 13 ซอยพหลโยธิน 47 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ





ข้อมูลท่องเที่ยว
ข้อมูลจังหวัด จ.กรุงเทพมหานคร
โรงแรม ที่พัก โรงแรม ที่พัก
ร้านอาหาร ร้านอาหาร
ของฝาก ที่ระลึก ของฝาก ที่ระลึก
แหล่งท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว
เทศกาล ประเพณี เทศกาล ประเพณี
กิจกรรม กิจกรรม
เที่ยวตามฤดู เที่ยวตามฤดู

แหล่งท่องเที่ยวอุทยานฯ
    พระบรมมหาราชวัง
    พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
    พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท
    พระที่นั่งพิมานรัตยา
    พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
    วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว
    ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ และเหรียญกษาปณ์
    พระที่นั่งอนันตสมาคม
    พระราชวังดุสิตและพิพิธภัณฑ์พระที่นั่งวิมานเมฆ
    พิพิธภัณฑ์ศิลปาชีพ
    พิพิธภัณฑ์รถม้าพระที่นั่ง
    พระตำหนักสวนสี่ฤดู
    วังสวนผักกาด
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป
    วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
    ตึกถาวรวัตถุ
    พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา
    วัดบวรนิเวศวิหาร
    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
    วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี
    วัดราชนัดดารามวรวิหาร
    วัดเทพธิดาราม
    วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
    วัดสุทัศน์เทพวราราม
    วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
    วัดราชบูรณะ
    วัดสระเกศ (ภูเขาทอง)
    วัดอินทรวิหาร
    วัดไตรมิตรวิทยาราม
    วัดเบญจมบพิตร
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี
    พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
    พิพิธภัณฑ์แร่ และหิน
    พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
    พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ
    พิพิธภัณฑ์หินแปลก
    พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
    พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร
    พิพิธภัณฑ์ปราสาท
    หอสมุดแห่งชาติ
    หอสมุดดำรงราชานุภาพ
    สวนหลวง ร. 9
    อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
    สวนสัตว์ดุสิต (เขาดินวนา)
    แดนเนรมิต
    สวนสยาม
    ซาฟารีเวิลด์
    สนามกีฬาแห่งชาติ
    ศูนย์กีฬาเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น
    สนามกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทย
    สนามมวยเวทีลุมพินี
    สนามมวยเวทีราชดำเนิน
    สนามแข่งม้าราชตฤณมัยสมาคม
    สนามแข่งม้าราชกรีฑาสโมสร
    สนามกอล์ฟทหารบก
    สนามกอล์ฟกรุงเทพกรีฑา
    สนามกอล์ฟนวธานี
    สนามกอล์ฟราชกรีฑาสโมสร
    สนามกอล์ฟทหารอากาศกานตรัตน์
    สนามกอล์ฟราชนาวี
    สนามกอล์ฟดุสิต
    สนามกอล์ฟชลประทาน
    สนามกอล์ฟธูปเตมีย์
    สนามกอล์ฟเมืองเอก
    สนามกอล์ฟยูนิโก้
    สนามกอล์ฟเกียรติธานี คันทรี่คลับ
    วินสัน กอล์ฟ
    สนามกอล์ฟปัญญาอินทรา
    สนามกอล์ฟกรีนวัลเล่ย์
    ศาลหลักเมือง
    อนุสาวรีย์ทหารอาสา
    อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
    พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
    อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
    พระบรมรูปทรงม้า
    อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
    อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
    อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช
    โรงละครแห่งชาติ
    โรงละครเฉลิมกรุง รอยัล เธียเตอร์
    โรงละครกรุงเทพ
    ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
    ศูนย์สังคีตศิลป์
    สนามหลวง หรือ ทุ่งพระเมรุ
    เสาชิงช้า
    บ้านจิม ทอมป์สัน
    สถานศึกษา และปฏิบัติธรรม องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
    บ้านตุ๊กตาบางกอกดอลล์ และตุ๊กตานานาชาติ
    สวนงูสภากาชาดไทย
    ศูนย์สปัน อารยวัฒนศิลป์
    อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
    ตลาดน้ำตลิ่งชัน
    สะพานพระราม 9
 


@ Copyright. 2001 - 2017. All Right Reserved
เลขที่ 11 ซ.รามคำแหง 24 แยก 34 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240. Tel. 02-300-4791 , Fax. 02-300-4314. อีเมล์ : sunny@triptourthai.com